Thursday, February 20, 2014

[EGoT] SE03: Devil Take the Hindmost


Ep 1 : Turn 10

Sub-Event 03
 











    
    “เขากำลังจะตาย”
   
“เขาอาจค้านท่านในเรื่องนั้น” ชายวัยกลางคนเอ่ยด้วยเสียงที่ไม่ได้ดังไปกว่าเสียงกระซิบ
เสียงนัั้นเอ่ยอย่างตรึกตรองจากหลืบโค้งซึ่งเซาะเข้าไปในเนื้อหิน ความมืดได้กลืนกินร่างของชายทั้งสองไปกึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือต้องแสงสลัวพอให้เห็นเโครงร่างซึ่งแตกต่างกันทั้งวัยและรูปลักษณ์ ฝ่ายหนึ่งเป็นหนุ่มฉกรรจ์ ฝ่ายหนึ่งเป็น
ชายที่ผ่านฤดูหนาวมากว่าสิบครั้งสิบครา คนหนุ่มสูงชะลูด โหนกแก้มตอบประดับด้วยแนวกรามแข็งแกร่ง ส่วนคนมาก
วัยมีร่างสันทัดทว่าผึ่งผาย ศีรษะเริ่มล้านแต่ยังมีเส้นผมสีขาวปกคลุมแม้จะเบาบาง

ชายทั้งสองต่างทอดมองไปยังกึ่งกลางห้องซึ่งเป็นที่มาของแสง เปลวเทียนสั่นพลิ้วและวูบไหว ส่องให้เห็น
ร่างซึ่งนอนกระสับกระส่ายอยู่บนเตียงหลังใหญ่ ขนาดอันมหึมาของเตียงได้ส่งผลให้ร่างบนฟูกนอนดูผอมแห้งและ
เล็กจ้อย คล้ายซากศพซึ่งเหลือเพียงหนังติดกระดูกมากกว่าจะมีเลือดเนื้อลมหายใจ
    
ลอร์ดแอร์รินอายุไม่ถึงร้อยแต่กาลเวลาและโรคภัยได้ทำร้ายเขาอย่างสาหัส คิ้วดกหนากดรอยลึกกลางหว่างคิ้ว ใบหน้าบิดเบี้ยวอย่างผู้ที่ทนทรมาน บางครั้งริมฝีปากบางเฉียบจะอ้าค้างเพื่อเอ่ยคำสบถสาบาน บางครั้งมือแห้งเหี่ยว
โบกปัดไร้ทิศทาง คล้ายกับว่าเทพแปลกหน้าได้เหยียบลงบนฟูกนอน แต่ลอร์ดผู้เฒ่ากลับไม่ยอมละทิ้งร่างโดยปราศจาก
การต่อสู้

อิลเกทอดสายตามองร่างของชายชรา ร่างของบิดาผู้ที่เขานึกรังเกียจและยำเกรงไปพร้อมๆกัน ในยามนี้
เขาเห็นเพียงร่องรอยของอดีตตกค้าง ชายหนุ่มไม่มั่นใจว่าตนเองรู้สึกอย่างไร บางครั้งเขามองด้วยความพิศวง บางครั้งมองด้วยความเวทนา หลายครั้งหลายคราเขาเลือกที่จะไม่มองมันเสีย

ใครจะไปคิดว่าครั้งหนึ่งเมื่อเนิ่่นนานมาแล้ว เขาเคยรักและเคารพชายผู้นี้สุดหัวใจ แผ่นหลังที่กว้างขวาง
เหยียดตรงไม่คดงอ การก้าวย่างที่มั่นคงและเปี่ยมความมั่นใจ ไม่ว่าชายผู้นี้จะเดินไปที่ใดบรรยากาศรอบตัวเขา
ได้สั่นสะเทือนด้วยพลังที่มองไม่เห็น ผู้คนหลีกทางให้เขาดั่งน้ำที่แตกกระจายเมื่อปะทะก้อนหิน มิใช่ด้วยความเคารพนับถือ แต่ด้วยความเคารพคละเคล้าความหวาดกลัว ลอร์ดแอร์รินปกครองด้วยอำนาจ เขาอาจมีศัตรู แต่มิเคยมีผู้ใดขวางทางชายผู้นี้
ในอดีตผู้ครองแคว้นหุบเขาเป็นเช่นนั้น และบุตรชายของเขาไม่เคยปรารถนาสิ่งใดนอกจากความรักและการทำให้บิดาภูมิใจ จวบจนเวลาที่บุตรชายเลิกตั้งคำถามว่าในห้องหัวใจอันเย็นเยียบนั้นมีความรักซุกซ่อนอยู่หรือไม่

“วิญญาณหลงเหลืออยู่ในร่างนั้นน้อยเต็มที” ลอร์ดเรดฟอร์ตกล่าวหลังจากเงียบไปพักใหญ่   “เขาเหมือนคนที่ยืนอยู่ริมหุบเหว สมองกำลังทำร้ายเขาด้วยภาพหลอน ท่านก็ได้เห็นในยามที่เขายื่นขาข้างหนึ่งสู่อดีต และขาอีกข้างติดอยู่ในปัจจุบัน เขาจะไม่มีวันหาย ไม่มีสิ่งใดเยียวยาวิญญาณที่เจ็บป่วยได้อีก”

อิลเกเฝ้ามองเมสเตอร์ในชุดดำและเด็กรับใช้ของเขาเคลื่อนกายไปรอบเตียง ภายใต้แสงจากเปลวเทียน เงาของคนเหล่านั้นได้ทอดยาวบนผนังหิน เหยียดยืดและบิดเบือนจากความเป็นจริงราวกับภูตผีจากเรื่องเล่า
โบราณได้ออกมารวมตัวกัน ห้องซึ่งซุกซ่อนตัวพ้นจากสายตาผู้คนไม่มีสิ่งใดประดับอยู่เลยนอกจากช่องอากาศ
ที่เล็กเท่ารูหนู เสียงชายผ้าลากผ่านพื้นและเสียงห่วงโซ่บนลำคอของผู้ทรงภูมิสะท้อนก้องไปมา ไม่มีสิ่งใดเป็นความลับ
ภายในห้องแห่งนี้ แต่การเก็บความลับก็มิใช่สิ่งที่อยู่ในใจของลอร์ดสูงวัยอยู่แล้ว

อิลเกก้มมองเมื่อพบว่าลอร์ดเรดฟอร์ตจับข้อมือของเขาไว้แน่น

“ถึงเวลาที่ท่านต้องตัดสินใจ” ลอร์ดสูงวัยยื่นหน้าเข้ามาใกล้และเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น ก่อนจะผละออก
โดยไม่ละสายตา ในเวลาเดียวกับที่เมสเตอร์เปลี่ยนท่าทางและเขยิบเข้าหาร่างบนเตียงเป็นครั้งแรก

สายตาของลอร์ดเรดฟอร์ตมิได้อ่อนโยนเช่นที่เขามองบุตรชายของตนเอง มิได้ท่วมท้นด้วยความรักและความเมตตา
ของตาหลาน ซึ่งได้มาจากการสมรสของธิดาในอุปถัมภ์กับลอร์ดแอร์ริน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองไม่ใช่ความสัมพันธ์
ทางสายเลือดแน่แท้ แต่เป็นความสัมพันธ์ในแบบอื่นซึ่งอิลเกมิเคยกล้านิยามมันด้วยตนเอง เช่นที่เขาไม่เคยถามตนเอง
ว่าควรจะเชื่อใจชายผู้ที่มีศักดิ์เป็นตาของเขาได้มากเพียงไหน

จงอย่าตัดสินคนด้วยหัวใจ แต่ตัดสินด้วยผลงาน เพราะใจคนมักบดบังดวงตาจากความจริงเสมอ นั่นคือสิ่งที่
ลอร์ดแอร์รินสอนบุตรชาย เขาบังคับให้บุตรวัยเยาว์ซ่อนอยู่ในตู้เพื่อมองดูมิตรสหายถูกซื้อด้วยถ้อยคำเพียงไม่กี่คำ แลกกับการทรยศหักหลังและเผยความลับที่พวกเขาร่วมกันก่อ ลอร์ดแอร์รินบอกบุตรชายว่ามิตรสหายมิใช่สิ่งจำเป็น เพราะคนเหล่านั้นจะทรยศเขาในที่สุด แต่จงคบศัตรู เพราะศัตรูจะไม่ยอมถูกศัตรูของตนดูแคลน และเอื้อประโยชน์
ได้มากกว่า
   
ขณะที่ลอร์ดแอร์รินกำลังนอนรอความตาย บรรดาผู้นำตระกูลเริ่มกลับไปยังภูมิลำเนาของตนและเริ่มแบ่งฝักแบ่งฝ่าย เมื่ออำนาจเดิมสูญสิ้นพวกเขาต้องเลือกข้างอีกครั้งว่าจะสนับสนุนฝ่ายใด ศัตรูที่เคยเอื้อประโยชน์ให้บิดาของเขาย่อมแว้งกัด
เมื่ออีกฝ่ายเผยความอ่อนแอ ส่วนความภักดีของพันธมิตรในอดีตนั้นก็มีอยู่จวบจนชั่วชีวิตหนึ่งเท่านั้น เมื่อบิดาของเขาตาย ความภักดีนั้นจบลง จริงอยู่ทายาทโดยชอบธรรมมีเพียงหนึ่ง แต่เชื้อสายทางฝั่งแบลิชนั้นยังเยาว์และชักนำได้ง่ายกว่า และบางทีการเรียกร้องสิทธิคืนแก่เชื้อสายของทายาทดั้งเดิมซึ่งสมรสกับตระกูลรอยซ์อาจสร้างประโยชน์ได้มากกว่า ลอร์ดเรดฟอร์ตได้เลือกข้างแล้ว แม้อิลเกจะไม่พยายามหาคำตอบว่าเขาทำไปเพื่ออะไร แต่ตัวเขาคงมีประโยชน์ต่อชายสูงวัย
ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เขาพร่ำบอกตนเอง ก่อนหลบสายตาของชายสูงวัยที่สื่ออารมณ์ซึ่งเขาไม่ปรารถนาจะมองเห็น
   
เมสเตอร์ยังคงก้มตัวเหนือร่างที่นอนอ่อนแรงบนเตียง เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ ก่อนจะมุ่นคิ้วแล้วถอยห่างออกมา เขาส่งเด็กรับใช้ออกไปจากห้องด้วยการพยักหน้าเพียงครั้งหนึ่ง แล้วหันมายังทางที่พวกเขาทั้งสองยืนอยู่

“ลอร์ดแอร์รินประสงค์จะพูดคุยกับบุตรชายของเขาเพียงลำพัง ท่านลอร์ด… อาจเป็นคำสั่งเสีย”   

เมสเตอร์ชรายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดเหงื่อซึ่งเกาะพราวบนใบหน้าก่อนที่ไหล่จะตกลู่ แม้ว่าอากาศยามค่ำคืนในเอียรีอาจ
เรียกได้ว่าเย็นจนเหน็บหนาว ผู้ทรงภูมิมีท่าทีเช่นเดียวกันนี้ในยามที่เขาคิดว่าลอร์ดแอร์รินจะสิ้นลม แต่ครั้งนี้ท่าทางนั้น
เกิดขึ้นจากความเหนื่อยอ่อนมิใช่ความท้อแท้สิ้นหวัง ชายทั้งสามที่หลงเหลืออยู่ภายในห้องรู้ว่าลอร์ดแอร์รินรั้น เกินกว่าจะยอมตาย เขาจะมีชีวิตต่อไปเนิ่นนานกว่าที่ตัวเขาต้องการ

“ท่านแน่ใจหรือว่าเขามิได้ละเมอเช่นครั้งก่อนๆ” ลอร์ดเรดฟอร์ตถามอย่างไม่แน่ใจ

“เขาเอ่ยชื่อบุตรชายของเขา ท่านลอร์ด” เมสเตอร์ยังคงยืนกรานเหมือนทุกครั้ง ชายชรายึดมั่นในกรอบที่
ปฏิบัติต่อๆกันมาเมสเตอร์จะบันทึกคำสั่งเสียของลอร์ดผู้ล่วงลับ แม้ว่าคำสั่งเสียสำหรับพวกเขา ณ ที่นั้นจะเป็นสิ่งไร้ค่า

พวกเขารู้ดีว่ามันจะไม่มีน้ำหนักอันใดต่อการตัดสินใจของบรรดาลอร์ดในแคว้นหุบเขาเลย แต่ละตระกูลจะเชิดชูบุคคล
ที่พวกเขาเลือกวันยังค่ำ และเอ่ยอ้างสิทธิอันชอบธรรมด้วยคำที่ปั้นแต่งจนสวยงาม พวกเขาจะอ้างเกียรติและศักดิ์ศรีย์
อันสูงส่ง ดั่งสัญลักษณ์บนธงสีน้ำเงินที่พวกเขาถือยามออกรบ ทว่าจะมีแต่พวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าใจของพวกเขาอยู่ที่ใด

“จะอย่างไรก็ตามเถิด บิดาของข้าในเวลานี้ไม่อาจรับรู้ได้แล้วว่าเขาจะอยู่กับข้าตามลำพังหรือไม่” อิลเกตอบอย่างไม่ใส่ใจ เขาได้ยินเมสเตอร์ถอนใจแผ่วขณะที่ก้าวเท้ายาวๆไปนั่งยังเก้าอี้ข้างเตียง ไม่ได้คาดหวังว่าบิดาจะ
ลืมตา หรือแม้จะเอ่ยคำสั่งเสีย ชายหนุ่มวางแขนบนหน้าตักและมองมือที่ประสานกันของตนเอง ก่อนจะตกตะลึงเมื่อนิ้วมือ
แห้งเหี่ยวได้เอื้อมมาบีบแขนของเขาด้วยแรงที่ไม่น่าจะมาจากร่างที่นอนรอความตาย กรงเล็บจิกลงบนท้องแขนจนเรียกเลือด ฉับพลันดวงตาของลอร์ดชราก็เบิกโพลง

    “เจ้าจะมาพรากชีวิตของข้าหรืออย่างไร” ลอร์ดแอร์รินเอ่ยด้วยเสียงแหบพร่า ปากอ้าพะงาบจนน้ำลายเป็นฟอง
ไหลย้อยจากมุมปากราวกับคนวิกลจริต

มิใช่ราวกับ… อิลเกแก้คำพูดของตนในใจ ชายหนุ่มไม่อาจมองเห็นร่องรอยใดๆหลงเหลือในดวงตาที่กลอกไปมา
คู่นั้นอีกแล้ว… บิดาของเขาเป็นคนวิกลจริต เช่นเดียวกับปู่ของเขาซึ่งได้ตายไปพร้อมอาการคุ้มคลั่ง มันอยู่ในสายเลือด… และเขาคิดว่าจุดจบของตนก็คงไม่ต่างกัน
   
    “อ้ายผีชั่ว อ้ายวายร้าย หากข้าตาย ข้าจะตามไปลากหัวเจ้าถึงในขุมนรกอเวจี และปลิดชีพเจ้าเช่นที่
ข้าทำเมื่อครั้งที่เจ้ายังมีชีวิตอยู่!” ร่างนั้นตวาดเสียงแหลมราวสัตว์ที่ต้องธนูของนายพราน เมสเตอร์และลอร์ดเรดฟอร์ต
ปราดเข้ามาแยกลอร์ดแอร์รินออกห่างจากร่างของบุตรชาย ก่อนที่มืออีกข้างจะตะปบบนลำคอของชายหนุ่ม ชายทั้งสองต้องออกแรงจนตัวโยนเพื่อกดร่างผ่ายผอมของลอร์ดแอร์รินลงบนเตียงอีกครั้ง เสียงกรีดร้องของลอร์ดชรา
จะก้องไปทั่วโถงทางเดินแต่จะไม่มีผู้ใดได้ยิน นี่คือเหตุที่พวกเขาตัดสินใจย้ายลอร์ดแอร์รินลงมาอยู่ในห้องหับที่มิดชิดกว่า เพื่อให้ง่ายต่อการรักษาและเพื่อปกป้องเกียรติของนายเหนือหัว

    ภายหลังจากที่เมสเตอร์กรอกยาให้ผู้ที่ดิ้นรนขัดขืนจนสำเร็จ ร่างท้วมทิ้งตัวลงบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงโดยไม่สนใจ
ผู้ใด ขณะที่ลอร์ดเรดฟอร์ตมองร่างบนเตียงด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก ใบหน้าข้างหนึ่งเป็นรอยแดงเมื่อถูกฟาดด้วยหลังมือ
แต่ลอร์ดผู้ถือธงก็มิได้แสดงความเจ็บปวดออกมาให้เห็น เป็นเวลาครู่หนึ่งกว่าที่ยาจะเริ่มออกฤทธิ์ แขนที่ปัดป่ายไปมา
เปลี่ยนเป็นวางนิ่งข้างลำตัว ดวงตาเริ่มมีแววในยามที่สติค่อยๆกลับคืนสู่ร่าง นั่นเป็นครั้งแรกที่บิดาได้มองเห็นบุตรชาย

    “มา… มาใกล้ๆข้า…” ลอร์ดแอร์รินเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้ง เขาหงายมือและกวักนิ้วเรียกบุตรอย่างอ่อนล้า  อิลเกเขยิบเก้าอี้ไปชิดเตียง ลอร์ดเรดฟอร์ตและเมสเตอร์ถอยห่างเพื่อให้บิดาและบุตรสนทนากันอย่างเป็นส่วนตัว

    “ใกล้กว่านี้ นั่งลง”

    อิลเกเขยิบไปนั่งบนขอบเตียงตามความต้องการของบิดา

    “แล้วมองหน้าข้าเวลาที่ข้าพูดไอ้ลูกชาย ข้าเคยเล่าเรื่องของแม่เจ้าให้เจ้าฟังหรือไม่”

    อิลเกมองใบหน้าของบิดา ไม่มีสิ่งใดคล้ายคลึงระหว่างคนทั้งคู่ นอกไปจากสีตาและคิ้วดกหนา ชายหนุ่มเป็นผู้เดาเอาเองว่าตนได้ทุกอย่างที่เหลือมาจากมารดาผู้ซึ่งบิดาของเขาไม่เคยเอ่ยถึง จะมีใครกันสนใจหญิงที่ได้ตายไปแล้ว ไม่แม้แต่บุตรชายของนาง เขาไม่เคยคาดคั้นอยากรู้เรื่องแม้จะมีความสงสัย เหตุใดกันที่บิดาจึงนึกอยากพูดถึงหญิงที่ตายไปเนิ่นนานแล้วในยามนี้

    “ข้าแต่งงานมาแล้วสี่ครั้ง… สี่ครั้งด้วยกัน” ลอร์ดแอร์รินพูดต่อโดยมิได้สนใจสีหน้าที่มิได้ปิดบังความกังขา
ของบุตรชาย “ปู่ของเจ้าคัดกรองพวกนางมาจากตระกูลที่ดี ข้ายังจำได้ เขาเล่าให้ข้าฟังว่าแต่ละคนมีข้อดีอย่างไร
นางคนนี้สะโพกผาย ทรวงอกใหญ่ นางคนนี้มาจากสกุลที่ให้ลูกดี เขาเล่าให้ข้าฟังราวกับเรากำลังเลือกซื้อวัว นั่นล่ะสิ่งที่พวกนางเป็น เป็นเพียงเครื่องผลิตทายาทไม่ต่างจากวัวที่ถูกซื้อขาย”

ลอร์ดแอร์รินหยุดครู่หนึ่งเพื่อเช็ดคราบน้ำลายที่มุมปาก “แต่เจ้ารู้ไหม นังผู้หญิงพวกนั้นอ่อนแอ พวกนางไม่เคยให้บุตรแก่ข้า ไม่เคยสักครั้ง แต่แม่ของเจ้า… ” ลอร์ดชรายกนิ้วขึ้นเมื่อเขาจะพูดเรื่องสำคัญ “แม่ของเจ้าเป็นผู้หญิงที่ดี นางให้ลูกชายแก่ข้า”

อิลเกมองเห็นประกายบางอย่างถูกจุดขึ้นในดวงตาคู่นั้นวูบหนึ่ง

“ท่านไม่ต้องการให้ข้าเป็นทายาท” อิลเกปล่อยให้คำพูดหลุดปาก ชายหนุ่มรู้สึกพิศวงที่ถ้อยคำนั้นยังคงบาดคอ ขณะที่ร่างบนเตียงเลิกคิ้วราวกับคาดว่าจะได้เห็นบุตรชายนั่งใบ้และนิ่งฟัง
   
“เจ้าคิดผิด ข้าต้องการให้เจ้าเป็นทายาท นับตั้งแต่วันที่เจ้าเกิด” บิดาของเขาตอบด้วยเสียงเฉยเมย
“แต่เจ้าทำให้ข้าผิดหวัง เจ้าลูกชาย เจ้าทำให้ข้าผิดหวัง… มันน่าขันที่ลุงง่อยของเจ้าดันได้ดิบได้ดีกว่าข้าในเรื่องนี้ เขามีลูกมากมาย” ลอร์ดชราพ่นลมด้วยความรู้สึกสมเพชตนเอง ก่อนส่ายหน้า “บิดาของข้าปฏิบัติต่อเขาราวลูกนอกสมรส และข้าปฏิบัติราวกับข้ามิได้มีพี่ชาย บางทีนี่อาจเป็นผลกรรมจากบาปครั้งนั้นก็เป็นได้ ที่ทำให้เขามีบุตรดีๆมากมาย ในขณะที่ข้ามีเพียงเจ้า”

อิลเกมิได้โต้ตอบ

    “ข้อขอถามเจ้า เจ้าลูกชาย เจ้าจะทำให้ข้าภาคภูมิใจได้ไหม” บิดาของเขาถาม ดวงตาสีเข้มเหมือนเขาจ้องลึกเข้าไปภายในราวกับจะจ้องมองไปถึงจิตวิญญาณ

“เจ้าจะปกครองด้วยเกียรติได้หรือไม่”

ถ้อยคำนั้นก้องกังวาล ในยามนี้เสียงหัวใจของเขาได้กลบเสียงทุกสิ่งเกือบสิ้น เขารู้สึกถึงเลือดที่สูบฉีดไปทั่วร่าง แม้ใบหน้าจะชาวาบ ปลายนิ้วสิ้นความรู้สึก
   
“จงตบรางวัลให้บริวารของเจ้าอย่างสมฐานะ จงเป็นธุระจัดงานให้พวกเขาเมื่อพวกเขามีชัย เมื่อเป็นเจ้าภาพจงอย่าตระหนี่ จงให้เงินบำนาญและที่ดินแก่บริวารของเจ้าเมื่อพวกเขาปลดเกษียณ ทวยเทพทรงโปรด ทำในสิ่งที่ข้าเคยสั่งสอนเจ้า สาบานกับข้า” บิดาขยุ้มคอเสื้อของบุตรชายไว้แล้วกระชากลงมาจนใบหน้าห่างกันเพียงคืบ

“แล้วข้าจะยกทุกอย่างที่ข้ามีให้กับเจ้า”
   
    อิลเกมองใบหน้าของชายผู้เป็นบิดาโดยไร้คำพูด ครั้งหนึ่งเขาเคยรักชายผู้นี้ ครั้งหนึ่งเขาเคยหวาดกลัวชายผู้นี้ แล้วในยามนี้เล่า เขารู้สึกอย่างไร ชายหนุ่มมิได้มองเห็นชายที่เขาเคยเห็นในอดีต แต่เป็นร่างของชายแก่แปลกหน้า…

    “ข้าสาบาน” คำพูดเปล่งผ่านลำคอ ก่อนที่เขาจะกดหมอนลงบนใบหน้านั้น

เมื่อสัตว์ถูกทำให้จนมุมมันจะดิ้นรนขัดขืนสุดกำลัง บิดาของเขากล่าวไว้ เรี่ยวแรงของร่างผอมเหลือแต่กระดูก
จึงมีมากกว่าที่ร่างกายเผยให้เห็น ชายหนุ่มมิได้ชะล่าใจเลย เขากดแรงและน้ำหนักทั้งมวลของตนกับร่างบนเตียง
อย่างไม่ปรานี ไม่แม้แต่จะสะดุ้งเมื่อนิ้วมือนั้นตะเกียกตะกายเพื่อไขว่คว้าหาอากาศ ขาเตะเปะปะแต่ไม่อาจถึงตัว
ชายซึ่งทับกระบังลมของเขาจนแบนราบ การดิ้นรนอย่างสุดแรงได้ทำให้หมอนเลื่อนลงมาจนเผยดวงตาสีเดียวกันซึ่งจ้องมอง เขาอย่างตะลึงงัน




ขณะที่ชีวิตได้ถูกริดลอนจนเกือบสิ้น สายตาของลอร์ดแอร์รินเผยแววพอใจ

และเบิกค้างอยู่เช่นนั้นเมื่อสิ้นลม




“ขอทวยเทพทั้งเจ็ดทรงช่วยท่านด้วยเถิด…”




ลอร์ดเรดฟอร์ตพึมพำแว่วกระทบหู

ชายสูงวัยวิงวอนต่อทวยเทพของผู้อื่น เพราะไม่มีบาปใดที่จะร้ายแรงไปกว่านี้ในเบื้องพักตร์ของเทพองค์เก่าก่อน




วันนี้… เขาได้กระทำความผิดที่ไม่อาจมีคุณความดีใดมาลบล้าง




เพื่อชีวิต…

เพื่ออุดมการณ์…

เพื่ออำนาจ…